แค่ดูดไขมันเพียงอย่างเดียว อาจไม่ตอบโจทย์ของปัญหารูปร่างอีกต่อไป

     ปัญหาไขมันส่วนเกินถือเป็นปัญหาที่พบได้ในทุกประเทศของโลก ทำให้มีการสำรวจถึงการทำหัตถการดูดไขมันในปี 2018 ที่ผ่านมา จากการรายงานสถิติการดูดไขมัน (liposuction) พบว่ามีจำนวน 258,558 ซึ่งมากเป็นอันดับ 2 ของการทำศัลยกรรมตกแต่งทั้งหมดในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 5% และหากแบ่งตามเพศแล้ว การดูดไขมันยังคงได้รับความนิยมอันดับ 2 ของการศัลยกรรมตกแต่งในเพศหญิง โดยมีเคสผู้หญิงราว 229,030 คน และจำนวน 29,528 คน หรืออันดับ 3 ในเพศชาย

     และในปัจจุบันนอกจากการดูดไขมัน (liposuction) ยังมีวิธีการสลายไขมันอีกหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นเลเซอร์สลายไขมัน หรือทรีทเมนต์ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการกำจัดไขมันส่วนเกินในตำแหน่งต่าง ๆ แม้ในบริเวณผิวส่วนที่บอบบางยากต่อการกำจัด เช่นบริเวณใต้คาง ต้นขาด้านใน สะโพก ซึ่ง Liposuction อาจจะไม่ตอบโจทย์ในการดูดไขมันบริเวณดังกล่าว ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมารองรับเช่น Slim Melt  เพื่อใช้ในการสลายไขมัน โดยความแตกต่างกันของ Liposuction กับ Slim Melt คือ Slim Melt นั้นจะหลอมละลายไขมันก่อนที่จะดูดออกมาทำให้แผลที่ทำมีขนาดเล็กกว่าการทำ Liposuction หลายเท่า รวมถึง Slim Melt จะทำปฏิกิริยากับไขมันเท่านั้นทำให้ผิวในบริเวณรอบ ๆ ไม่ช้ำ ไม่บวม หรือเกิดผลลัพธ์ข้างเคียง และยังช่วยให้ผิวบริเวณที่ทำกระชับมากขึ้นด้วย

Reference: American Society of Plastic Surgery

https://www.plasticsurgery.org/documents/News/Statistics/2018/top-five-cosmetic-plastic-surgery-procedures-2018.pd

https://www.plasticsurgery.org/documents/News/Statistics/2018/cosmetic-procedures-women-2018.pdf

https://www.plasticsurgery.org/documents/News/Statistics/2018/cosmetic-procedures-men-2018.pdf

https://www.plasticsurgery.org/cosmetic-procedures/liposuction-laser-ultrasound-assisted/procedure

Affiliated Hospitals

บริการของเรา